Education for Success logo

Explorer posts by categories

ทำไมต้องมี “แผนการเรียน” สำหรับสายออกแบบและการสร้างสรรค์

ทำไมต้องมี “แผนการเรียน” สำหรับสายออกแบบและการสร้างสรรค์

ทำไมต้องมี “แผนการเรียน” สำหรับสายออกแบบและการสร้างสรรค์

แผนการเรียนสำหรับเรียนต่อสายออกแบบและการสร้างสรรค์

การมีแผนการเรียนจะช่วยให้เราเดินหน้าตามความฝันได้อย่างมั่นใจ ไม่ว่าจะเป็นงานในสายออกแบบ ศิลปะการแสดง หรือแม้แต่สายเทคโนโลยีที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์ การวางแผนตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้:

  1. ค้นหาความชอบตัวเองให้มากขึ้น – รู้ว่าเราถนัดและชอบงานศิลปะประเภทไหน
  2. ตั้งเป้าหมายที่เป็นรูปธรรม – แยกเป้าหมายใหญ่เป็นก้าวเล็ก ๆ ทำให้ไม่หลงทาง
  3. เลือกเส้นทางที่เหมาะสมกับตัวเรา – เลือกเรียนต่อมหาวิทยาลัย หรือหลักสูตรพิเศษ และกิจกรรมเสริมที่ตอบโจทย์อนาคต
  4. สร้างผลงานและเข้าร่วม Community – พอร์ตโฟลิโอ (Portfolio) และเพื่อนร่วมงานที่ดีจะเปิดโอกาสให้เราอีกมากมาย

ขั้นตอนที่ 1: สำรวจสายงานสร้างสรรค์ (เพื่อค้นหาว่า “เรา” เหมาะกับอะไร)

โลกของอุตสาหกรรมศิลปะและการสร้างสรรค์กว้างขวางมาก ลองดูตัวอย่างสายงานต่าง ๆ ต่อไปนี้ แล้วถามตัวเองว่า “สนใจอะไรที่สุด”

  • Graphic Design (ออกแบบกราฟิก)
    งานสร้างภาพและสื่อสำหรับแบรนด์ต่าง ๆ ป้ายโฆษณา หรือแพลตฟอร์มออนไลน์
  • Animation & Game Design (แอนิเมชันและการออกแบบเกม)
    สร้างตัวละคร ฉาก และเนื้อเรื่องทั้ง 2D/3D สำหรับภาพยนตร์ การ์ตูน หรือวิดีโอเกม
  • Fashion Design (ออกแบบแฟชั่น)
    ออกแบบเสื้อผ้า เครื่องประดับ หรือลายผ้า สร้างแบรนด์แฟชั่นของตัวเอง
  • Performing Arts (ศิลปะการแสดง)
    เช่น การละคร, การร้องเพลง, การเล่นดนตรี หรือเต้นรำ บนเวทีหรือสื่อออนไลน์
  • Film & Media Production (การผลิตภาพยนตร์และสื่อ)
    กำกับ ถ่ายทำ ตัดต่อ หรือเขียนบท สำหรับภาพยนตร์ รายการทีวี หรือคอนเทนต์ออนไลน์
  • Photography & Visual Arts (การถ่ายภาพและศิลปะภาพ)
    ถ่ายภาพจัดแสง หรืองานศิลปะภาพที่ใช้เทคนิคหลากหลาย
  • UX/UI Design (ออกแบบเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน)
    เน้นการออกแบบหน้าจอและประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้
  • Architecture & Landscape (สถาปัตยกรรมและภูมิสถาปัตย์)
    ออกแบบอาคาร สิ่งก่อสร้าง หรือภูมิทัศน์ต่าง ๆ ให้สวยงามและใช้งานได้จริง

เคล็ดลับ:

  • ลองดูผลงานหรือคลิปวิดีโอประกอบใน YouTube หรือเว็บไซต์ผลงานต่าง ๆ ดูว่าแบบไหนดึงดูดใจเราที่สุด
  • จดบันทึกสิ่งที่สนใจเป็นพิเศษ เช่น “ชอบวาดภาพตัวละคร” หรือ “สนใจสร้างงานศิลปะดิจิทัล”

ขั้นตอนที่ 2: สังเกตุตัวตนและความถนัด

บ่อยครั้งเรา “รู้สึก” ว่าชอบศิลปะ แต่ไม่แน่ใจว่าอะไรคือจุดแข็งของตัวเอง ลองตอบคำถามเหล่านี้:

  1. กิจกรรมเกี่ยวกับศิลปะแบบไหนที่ทำแล้วมีความสุขที่สุด – วาดภาพ? ออกแบบลายเสื้อ? ถ่ายภาพลง IG?
  2. ชอบทำงานร่วมกับผู้อื่นหรือลุยเดี่ยว – ถ้าชอบทำงานกับคนเยอะ ๆ อาจเหมาะกับสายภาพยนตร์หรือการละคร แต่ถ้าชอบโฟกัสกับงานเงียบ ๆ อาจเหมาะกับงานออกแบบหรือวาดภาพ
  3. พร้อมเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ไหม – อย่างโปรแกรมออกแบบ (Photoshop, Illustrator, Procreate) หรือโปรแกรมตัดต่อวีดิโอ (Premiere Pro, After Effects, CapCut) หรือโปรแกรมออกแบบโมเดล 3D (Autodesk Maya, Unreal Engine, Mixamo)
  4. มีเพื่อนหรือรุ่นพี่ที่ทำงานด้านศิลปะไหม – อาจลองขอความเห็นหรือเล่าให้ฟังว่าเขาทำงานอย่างไร

เครื่องมือเสริม:

  • ลองทำแบบทดสอบสายอาชีพ (Career Test) ออนไลน์
  • ขอคำปรึกษาจากครูแนะแนวหรือนักจิตวิทยาการแนะแนว

ขั้นตอนที่ 3: ตั้งเป้าหมายในอนาคต (อาชีพจุดหมายที่อยากเป็น)

เมื่อตอบคำถามในขั้นตอนที่ 2 ได้ชัดเจนขึ้น ให้เราเริ่มวางเป้าหมาย ดังนี้

  1. รูปแบบการทำงาน – อยากเป็นฟรีแลนซ์ (Freelance) อิสระ หรือเป็นพนักงานในบริษัทที่มีชื่อเสียง
  2. เรียนต่อต่างประเทศหรือในไทย – ถ้าสนใจเรียนต่อต่างประเทศ อาจต้องเตรียมเอกสารและภาษาเพิ่มเติม
  3. ระยะสั้น vs ระยะยาว – ในระยะสั้นอาจตั้งเป้า “พัฒนาทักษะโปรแกรมออกแบบให้คล่อง” หรือ “สร้างพอร์ตโฟลิโออย่างน้อย 5 ชิ้น” ส่วนระยะยาวอาจเป็น “เข้าคณะนิเทศศาสตร์มหาวิทยาลัยชื่อดัง” หรือ “เปิดสตูดิโอและมีทีมของตัวเองในอนาคต”

ขั้นตอนที่ 4: ค้นหาและเลือกหลักสูตรในมหาวิทยาลัย

ในประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยและหลักสูตรศิลปะสร้างสรรค์มากมาย สำหรับผู้ที่สนใจเรียนต่อปริญญาด้านศิลปะ การออกแบบ และการสร้างสรรค์ เช่น

  • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    • เด่นด้านคณะนิเทศศาสตร์และหลักสูตรการออกแบบ
  • มหาวิทยาลัยศิลปากร
    • โดดเด่นด้านศิลปกรรม สถาปัตยกรรม
  • มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
    • มีหลักสูตรเข้มข้นด้านสื่อดิจิทัลและการออกแบบ
  • มหาวิทยาลัยมหิดล
    • โด่งดังด้านดนตรีและศิลปะการแสดง
  • และยังมีมหาวิทยาลัยอีกมากมาย

ขั้นตอนการเลือก:

  1. เช็คหลักสูตร – เปิดเว็บมหาวิทยาลัยแล้วดูวิชาเรียน รายละเอียดโครงการพิเศษ หรือคลาสปฏิบัติการ
  2. ไปงาน Open House – จะเห็นบรรยากาศการเรียนจริงได้ชัดเจน
  3. คุยกับรุ่นพี่หรือศิษย์เก่า – ถามประสบการณ์การเรียน ข้อดี-ข้อเสียที่ควรระวัง

หากสนใจศึกษาต่อต่างประเทศ แนะนำให้ดูทุนการศึกษาหรือโครงการแลกเปลี่ยน (Exchange Program) เพิ่มเติม


ขั้นตอนที่ 5: สร้างทักษะและผลงาน (Portfolio)

สายศิลปะและการสร้างสรรค์ “ผลงาน” คือไม้ตาย เพราะมันแสดงให้เห็น “ตัวตนและความสามารถ” ของเรา:

  1. เรียนเพิ่มเติม
    • ดูวิดีโอสอนใน YouTube เช่นช่อง
    • สมัครคอร์สออนไลน์ (Udemy, Skillshare, Coursera) ที่เหมาะกับระดับเรา
  2. เข้าร่วมเวิร์กช็อปหรือกิจกรรมโรงเรียน
    • ถ้ามีชมรมศิลปะ ชมรมละคร หรือประกวดโครงการออกแบบ ลองลงมือร่วมกิจกรรมเหล่านั้น
  3. สร้างผลงานสม่ำเสมอ
    • ฝึกวาดภาพ ถ่ายภาพ หรือออกแบบงานดิจิทัลบ่อย ๆ
    • รวบรวมผลงานที่ดีที่สุดไว้เป็นพอร์ตโฟลิโอ
  4. หาเพื่อนและเครือข่าย
    • เข้าร่วมกลุ่มออนไลน์ (Facebook Group, Discord) หรือไปร่วมอีเวนต์ศิลปะต่าง ๆ
    • ติดต่อรุ่นพี่หรือมืออาชีพในวงการผ่านโซเชียลมีเดีย เผื่อรับคำแนะนำเพิ่มเติม

ขั้นตอนที่ 6: สร้างประสบการณ์โลกจริง

การทดลองทำงานจริงจะช่วยให้รู้ว่าเราชอบอะไรและถนัดแบบไหน

  1. ฝึกงาน (Internship)
    • มองหาสถานประกอบการด้านกราฟิก ออกแบบ หรือสื่อดิจิทัลใกล้บ้าน แล้วติดต่อขอฝึกงานดู
  2. โครงการอาสาสมัคร
    • เข้าร่วมอีเวนต์ศิลปะ นิทรรศการ แฟชั่นโชว์ หรือคอนเสิร์ตแบบอาสาสมัคร เพื่อเก็บประสบการณ์
  3. ทำโปรเจกต์ส่วนตัว
    • รวมกลุ่มเพื่อน ๆ สร้างหนังสั้น วาดการ์ตูน หรือทำแอปฯ เล็ก ๆ เพื่อทดสอบไอเดีย
  4. งานพาร์ทไทม์
    • เช่น เป็นผู้ช่วยในสตูดิโอถ่ายภาพ ร้านขายอุปกรณ์ศิลปะ หรืองานอีเวนต์อื่น ๆ

ขั้นตอนที่ 7: เตรียมสอบและสมัครเข้าเรียน (Admission)

  1. เตรียมสอบวิชาพื้นฐาน – สายศิลปะมักต้องการคะแนนภาษาอังกฤษ และวิชาศิลปะพื้นฐาน หรือความถนัดเฉพาะ (เช่น PAT4 สถาปัตย์)
  2. เตรียมผลงาน (Portfolio) – จัดเรียงผลงานให้หลากหลาย แสดงเทคนิคและความคิดสร้างสรรค์ของเรา
  3. ฝึกสัมภาษณ์ – บางมหาวิทยาลัยจะถามถึงแรงบันดาลใจหรือเป้าหมายในอนาคตของเรา

เคล็ดลับ:

  • ทำตารางเวลายื่นใบสมัคร สอบข้อเขียน และสอบสัมภาษณ์ให้ชัดเจน
  • ถ้าต้องใช้ภาษาต่างประเทศ ให้ฝึกพูด ฟัง อ่าน เขียนสม่ำเสมอ

ทำไมการวางแผนนี้ถึงได้ผล

  1. เห็นเส้นทางชัดเจน – รู้ว่าแต่ละก้าวต้องทำอะไรต่อ
  2. ไม่เสียเวลาไปแบบลอย ๆ – เราโฟกัสกับสิ่งที่รักและสนใจจริง ๆ
  3. เพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จ – เพราะมีพอร์ตโฟลิโอและทักษะตรงความต้องการ
  4. สร้างการเตรียมพร้อมสู่อนาคต – ไม่ว่าจะทำงานบริษัทหรือเป็นฟรีแลนซ์ ก็มีผลงานและเครือข่ายรองรับ

บทสรุป

เส้นทางสายศิลปะและความคิดสร้างสรรค์นั้นหลากหลายและเต็มไปด้วยโอกาส หากเริ่มต้นวางแผนตั้งแต่มัธยม คุณจะได้เปรียบในการพัฒนาทักษะและสร้างผลงานที่โดดเด่น แม้ในช่วงแรกจะยังไม่แน่ใจหรือสับสน ก็ไม่เป็นไร สิ่งสำคัญคือ “ลงมือทำ” ลองผิดลองถูก และเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เสมอ

เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ – สำรวจสิ่งที่ตัวเองรัก หาข้อมูลหลักสูตรและงานในฝัน ฝึกฝนทักษะอย่างต่อเนื่อง และสร้างแผนการเรียนที่เหมาะกับเรา อนาคตในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์รอให้เราไปค้นพบอยู่!

“ความรักในศิลปะจะเป็นเชื้อไฟที่ทำให้เรามุ่งมั่นไปสู่เป้าหมายที่แท้จริง”

profile image of Saifa

Saifa

สายฟ้า (Sai Fa) is a writer based in Bangkok. He's interested in all things tech, science, photography, and games related.

Read all posts of Saifa